อย่ารอให้หัวหน้าดูแลเรื่องเลื่อนตำแหน่ง ทำเองดีกว่า
TL;DR
- หัวหน้า "ควร" ดูแลเรื่องเลื่อนตำแหน่งให้ แต่ในความเป็นจริงมักไม่ทำ เพราะมันเป็นเรื่องยุ่งยากที่เกี่ยวกับคำถามพื้นฐานของอาชีพ
- การเลื่อนตำแหน่งขึ้นอยู่กับสองสิ่ง: ผลงานระดับ pinnacle ที่แสดงให้เห็นว่าทำงานในระดับสูงกว่าได้จริง กับเครือข่ายคนที่ไว้ใจและพร้อมยืนยันความสามารถ
- ในบริบทไทยที่เคยชินกับการรอคำสั่ง การเปลี่ยนมาเป็น proactive กับอาชีพตัวเองจะช่วยให้ก้าวทันคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออกมากขึ้น
แนวคิดหลัก
คุณเคยรอให้หัวหน้าจัดการเรื่องเลื่อนตำแหน่งให้ไหม แล้วผิดหวังเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น? ความจริงก็คือ การเลื่อนตำแหน่งไม่ใช่หน้าที่ของหัวหน้าคนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของเราเองที่ต้องเตรียมผลงานสำคัญและสร้างเครือข่ายคนที่เชื่อถือได้
หัวหน้าหลายคนหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องนี้เพราะมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เกี่ยวกับคำถามพื้นฐานที่หลายคนไม่อยากเผชิญหน้า: ฉันอยู่ที่ไหนในองค์กร ทำอะไรได้บ้าง มีค่าแค่ไหน การพึ่งตัวเองในเรื่องนี้จึงเป็นทางออกที่ดีกว่า
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
เมื่อถึงเวลาตัดสินใจเลื่อนตำแหน่ง คณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจมักไม่รู้จักงานของเราโดยตรง พวกเขาต้องพึ่งพาข้อมูลจากคนอื่น ถ้าไม่มีใครยืนยันความสามารถของเรา หรือไม่มีผลงานที่ชัดเจนพอจะพิสูจน์ได้ว่าเราพร้อมสำหรับตำแหน่งใหม่ โอกาสก็จะหลุดมือไป
การแสดงให้เห็นว่าเราทำงานในระดับที่สูงกว่าปัจจุบันได้จริง เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าเราพร้อมรับตำแหน่งใหม่ มันไม่ใช่เรื่องยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม แต่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คนอื่นมั่นใจได้ว่าเราจะประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่
สำหรับการสร้างเครือข่าย หลักการสำคัญคือการดูแลคนที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ให้สำเร็จ เมื่อเราช่วยให้คนอื่นทำงานได้ดีขึ้น พวกเขาจะเกิดความน่าเชื่อถือและการสนับสนุนตามธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเราไปขอร้อง
ตัวอย่างในชีวิตจริง
ผลงานที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนตำแหน่งจะแตกต่างกันในแต่ละระดับ สำหรับระดับ Junior อาจเป็นการพัฒนา feature สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน metric จาก X ไป Y หรือการดูแล feature เดิมให้ไม่มีปัญหา ในขณะที่ระดับ Experienced ต้องนำ feature ใหม่ตั้งแต่ design จนถึง deployment หรือสร้างกระบวนการใหม่ที่ทีมนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
เมื่อถึงระดับ Senior จะต้องขับเคลื่อนโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำงานข้ามแผนก หรือแก้ปัญหาซับซ้อนที่ต้องร่วมมือทั้งบริษัท ทุกระดับต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานในระดับที่สูงกว่าได้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานปัจจุบันให้ดี
สำหรับการสร้างเครือข่าย วิธีที่ได้ผลคือการนัด 1:1 กับทีมที่เกี่ยวข้อง ถามว่าพวกเขาติดอะไร เราช่วยได้ยังไง แทนที่จะไปขอความช่วยเหลือ การเป็นคนที่แก้ปัญหาให้คนอื่นจะสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการเป็นคนที่มีปัญหาตลอดเวลา
บริบทไทย
ในวัฒนธรรมการทำงานไทยที่เคยชินกับการรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แนวคิดนี้อาจฟังดูแปลกหู แต่มันกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีที่แข่งขันสูงและต้องการคนที่สามารถขับเคลื่อนงานเองได้
คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัลมักกล้าแสดงออกและสร้างผลงานมากกว่าคนรุ่นเก่าที่ยังคิดว่าการทำงานให้ดีแล้วรอจะเพียงพอ การเข้าใจว่าการเลื่อนตำแหน่งเป็นความรับผิดชอบของตัวเราเอง จะช่วยให้เราไม่ตกขบวนในยุคที่ทุกคนต้องเป็นเจ้าของอาชีพของตัวเอง
ในบางบริษัทไทยที่ยังคงใช้ระบบอาวุโสหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว การสร้างเครือข่ายอาจต้องทำอย่างระมัดระวังให้ดูเป็นธรรมชาติ แต่หลักการเดียวกันยังใช้ได้ คือการเป็นคนที่ช่วยให้คนอื่นสำเร็จ ไม่ใช่คนที่คอยขอความช่วยเหลือ
ข้อควรระวัง
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกบริษัทจะใช้ระบบเดียวกัน บางที่อาจเน้นอาวุโสหรือความสัมพันธ์มากกว่าผลงาน การทำงานในระดับสูงกว่าก่อนได้เลื่อนอาจดูไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะถ้าไม่มีคนช่วยหรือแนะนำทาง หัวหน้าบางคนอาจไม่มีอำนาจตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งจริงๆ หรืออยู่นอกกระบวนการ
การสร้างเครือข่ายที่ทำเพื่อเลื่อนตำแหน่งเป็นหลักอาจดูเหมือนการเมืองหรือไม่จริงใจ ถ้าคนอื่นรู้สึกได้ว่าเราแค่ใช้ประโยชน์ มันอาจส่งผลเสียมากกว่าดี
สิ่งที่ผิดพลาดได้ง่ายที่สุดคือการรอให้หัวหน้าจัดการทุกอย่างให้ แล้วผิดหวังเมื่อไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือการโฟกัสแต่งานเทคนิคอย่างเดียว ไม่สนใจสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวข้อง บางคนไปบอกคนอื่นตรงๆ ว่าต้องการความช่วยเหลือเรื่องเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งมันดูเหมือนการขอร้องมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง
ที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจกระบวนการเลื่อนตำแหน่งในองค์กรตัวเอง ไม่ใช่เอาแนวทางที่ใช้ได้ในที่อื่นมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะสม และอย่ายอมรับคำตอบคลุมเครือจากหัวหน้า ต้องไล่ถามให้ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าเราต้องทำอะไรบ้างถึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง
แหล่งที่มา
คำศัพท์วันนี้
ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้
not able to be changed, reversed, or recovered
“Poor communication during promotion discussions can cause irrevocable damage to professional relationships.”
