Psychology of Money: ทำไมความรู้เรื่องเงินไม่สำคัญเท่าพฤติกรรม

Psychology of Money: ทำไมความรู้เรื่องเงินไม่สำคัญเท่าพฤติกรรม

Psychology of Money: ทำไมความรู้เรื่องเงินไม่สำคัญเท่าพฤติกรรม

Psychology of Money: ทำไมความรู้เรื่องเงินไม่สำคัญเท่าพฤติกรรม

สรุปหนังสือที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องเงินของคนนับล้าน

TL;DR

Morgan Housel บอกว่าการเงินไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์หรือความฉลาด แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมล้วนๆ คนเก่งมากๆ ก็ล้มเหลวเรื่องเงินได้ ในขณะที่คนธรรมดาก็รวยได้ถ้ามีพฤติกรรมที่ดี ความมั่งคั่งที่แท้จริงคือสิ่งที่คุณไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่สิ่งที่คุณโชว์ และโชคกับความเก่งมันแยกจากกันยากมาก เลยอย่าประเมินตัวเองสูงเกินไปเมื่อสำเร็จ และอย่าโทษตัวเองหนักเกินเมื่อล้มเหลว

Morgan Housel เขียน The Psychology of Money เพื่ออธิบายปรากฏการณ์แปลกๆ อย่างหนึ่ง ทำไมคนเก่งถึงล้มเหลวเรื่องเงิน และทำไมคนธรรมดาถึงรวยได้?

คำตอบง่ายกว่าที่คิดนะ พฤติกรรมสำคัญกว่าความรู้

บทที่ 1: ทุกคนเล่นเกมคนละเกม

คนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมต่างกัน ก็เลยมีประสบการณ์เรื่องเงินต่างกัน และมีมุมมองต่างกันไปด้วย

คนที่เกิดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำก็กลัวหุ้น ส่วนคนที่เกิดในยุคหุ้นขึ้นเรื่อยๆ ก็ชอบลงทุน

แล้วใครถูกล่ะ? ทั้งคู่ถูกในบริบทของตัวเอง

ไม่มีใครบ้าเรื่องเงินหรอก ทุกคนแค่เล่นเกมที่ตัวเองรู้จัก

บทที่ 2: โชค vs ความเก่ง

Bill Gates เก่งไหม? แน่นอน แต่เขาโชคด้วยไหม? มากเลย

Gates เรียนที่ Lakeside ซึ่งเป็น 1 ในไม่กี่โรงเรียนในโลกที่มีคอมพิวเตอร์ในปี 1968 นะ

Housel บอกว่า:

"ยิ่งผลลัพธ์สุดโต่งมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโชคเข้ามาเกี่ยวมากเท่านั้น"

บทเรียน: อย่าประเมินตัวเองสูงเมื่อประสบความสำเร็จ และอย่าโทษตัวเองหนักเกินเมื่อล้มเหลว เพราะโชคมีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ

บทที่ 3: ไม่เคยพอ

เรื่องของ Rajat Gupta อดีต CEO ของ McKinsey ที่มีทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์

แต่ยังอยากได้มากกว่านั้นอีก เลยทำ insider trading แล้วก็ติดคุก

Housel ถามว่า: "Enough" ของคุณอยู่ที่ไหน?

ถ้าไม่มีจุดที่พอ คุณจะเสี่ยงสิ่งที่มีเพื่อสิ่งที่ไม่จำเป็นไปเรื่อยๆ มันคุ้มไหมล่ะ?

บทที่ 4: พลังของ Compounding

Warren Buffett มีทรัพย์สิน $84.5 พันล้านดอลลาร์

แต่รู้ไหมว่า $81.5 พันล้านมาหลังจากอายุ 65?

ไม่ใช่เพราะเขาเก่งที่สุดนะ แต่เพราะเขาลงทุนมานานที่สุด เขาเริ่มตั้งแต่อายุ 10 เลย

Compounding ไม่ต้องการความฉลาด มันต้องการเวลา

บทที่ 5: รวย vs มั่งคั่ง

รวย (Rich)มั่งคั่ง (Wealthy)
รายได้สูงทรัพย์สินมาก
เห็นได้ชัดมองไม่เห็น
ซื้อรถหรูไม่ซื้อรถหรู

"ความมั่งคั่งคือรถที่คุณไม่ได้ซื้อ นาฬิกาที่คุณไม่ได้ใส่ เสื้อผ้าที่คุณไม่ได้ซื้อ"

แปลกดีเนอะ คุณไม่เห็นคนรวยจริงๆ หรอก เพราะความมั่งคั่งคือสิ่งที่ไม่ได้ใช้

บทที่ 6: Tail Events

ในโลกการลงทุน tail events หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นน้อยมากนี่แหละที่ขับเคลื่อนผลลัพธ์ส่วนใหญ่

ลองดูตัวอย่างจากหุ้น Russell 3000 สิ:

  • 40% ของหุ้นทั้งหมดขาดทุน
  • แต่ 7% ของหุ้นทำกำไรเกือบทั้งหมดของ index

บทเรียน: คุณไม่ต้องถูกทุกครั้งหรอก แค่อยู่ในเกมนานพอให้เจอ tail events ที่ดีก็พอ

บทที่ 7: Room for Error

Housel เน้นว่าแผนการเงินต้องมี margin of safety

อย่าวางแผนโดยสมมติว่าทุกอย่างจะไปได้ดี เพราะโลกมัน surprise เสมอ

ออมมากกว่าที่คิดว่าจำเป็น ใช้จ่ายน้อยกว่าที่คิดว่าทำได้

เพราะคุณต้องอยู่รอดให้ได้ก่อนจะชนะ

บทที่ 8: อิสรภาพ คือ ความสุข

Housel บอกว่าสิ่งที่เงินซื้อได้ที่มีค่าที่สุดคือ อิสรภาพ

ไม่ใช่ของหรู ไม่ใช่ status

แต่คือความสามารถในการทำสิ่งที่อยากทำ กับคนที่อยากอยู่ด้วย ในเวลาที่อยากทำ

นี่แหละคือผลตอบแทนที่ดีที่สุดของเงิน

บริบทไทย

ในไทยที่วัฒนธรรมเน้นหน้าตาและการแสดงความรวย หนังสือนี้ท้าทายมากเลยนะ

ลองคิดดูสิ สังคมไทยชอบวัดกันที่รถ ที่บ้าน ที่กระเป๋า แต่ Housel บอกว่านั่นไม่ใช่ความมั่งคั่งที่แท้จริง

มันบอกว่า:

  • รถหรูไม่ใช่ความมั่งคั่ง
  • ความมั่งคั่งจริงคือสิ่งที่มองไม่เห็น
  • เป้าหมายที่ดีที่สุดคืออิสรภาพ ไม่ใช่ของหรู

สรุป

  1. พฤติกรรมสำคัญกว่าความรู้ คนเก่งก็ล้มเหลวเรื่องเงินได้
  2. Compounding ต้องการเวลา เริ่มเร็ว อยู่นาน
  3. รู้ว่าพอคือเท่าไหร่ ไม่งั้นจะเสี่ยงเกินจำเป็น
  4. เก็บเงินไว้สำหรับ surprises Room for error
  5. เป้าหมายจริงคืออิสรภาพ ไม่ใช่ของหรู

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนวิธีลงทุน ไม่ได้สอนวิธีเลือกหุ้น แต่มันสอนวิธีคิดเรื่องเงินที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

แหล่งที่มา

  • The Psychology of Money by Morgan Housel

แปลและเรียบเรียงโดย Thai Idea Pot

ถ้าชอบบทความนี้ กด Subscribe เพื่อรับบทความใหม่ทุกสัปดาห์

แหล่งที่มา

  • 1