Feynman Technique: วิธีเรียนรู้อะไรก็ได้

Feynman Technique: วิธีเรียนรู้อะไรก็ได้

Feynman Technique: วิธีเรียนรู้อะไรก็ได้

Feynman Technique: วิธีเรียนรู้อะไรก็ได้

เทคนิคจากนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ใครก็ใช้ได้

TL;DR

ถ้าคุณอธิบายให้เด็ก 12 ขวบเข้าใจไม่ได้ แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจจริง Feynman Technique มี 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือเลือกหัวข้อที่อยากเรียน อธิบายมันด้วยภาษาง่ายๆ เหมือนสอนเด็ก หา gap ที่ยังติดขัด แล้วก็กลับไปเรียนเพิ่มแล้วทำซ้ำ เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกอย่างเลยนะ ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์

Richard Feynman เป็นนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ขึ้นชื่อเรื่อง "อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย"

เขามีเทคนิคการเรียนรู้ที่เรียกว่า Feynman Technique

หลักการพื้นฐาน

"ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายบางสิ่งให้เด็ก 12 ขวบเข้าใจได้ คุณยังไม่เข้าใจมันจริงๆ"

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?

เพราะการ "รู้" มันไม่เท่ากับการ "เข้าใจ" นะ

รู้ ก็คือท่องได้ พูดตามได้ แต่ เข้าใจ คืออธิบายได้ด้วยคำพูดของตัวเอง แล้วก็ใช้ได้จริง

4 ขั้นตอนของ Feynman Technique

ขั้นที่ 1: เลือกหัวข้อ

เลือกสิ่งที่อยากเรียนรู้ แล้วเขียนชื่อไว้บนกระดาษ

ตัวอย่างเช่น "Blockchain คืออะไร?"

ขั้นที่ 2: อธิบายเหมือนสอนเด็ก

เขียนคำอธิบายโดยใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค (หรือถ้าใช้ก็ต้องอธิบายด้วย) แล้วก็ใช้ตัวอย่างและ analogy

ลองเขียนดูนะ

"Blockchain เหมือนสมุดบัญชีที่ทุกคนถือคนละเล่ม ทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ทุกคนต้องเขียนลงในสมุดของตัวเอง ถ้าใครเขียนไม่ตรงกับคนอื่น ก็จะรู้ทันทีว่าโกหก"

ขั้นที่ 3: หา Gap

ตอนเขียน คุณจะเจอจุดที่ติดขัดอธิบายไม่ได้ สับสนไม่แน่ใจว่าถูกไหม หรือใช้ศัพท์เทคนิคเพราะไม่รู้จะพูดอย่างอื่นยังไง

นี่แหละคือ Gap จุดที่คุณยังไม่เข้าใจจริง

ขั้นที่ 4: กลับไปเรียนและทำซ้ำ

กลับไปศึกษา Gap ที่พบ แล้วลองอธิบายใหม่

ทำซ้ำจนกว่าจะอธิบายได้ทั้งหมดโดยไม่ติดขัด

ตัวอย่างการใช้งาน

หัวข้อ: Inflation คืออะไร?

ครั้งที่ 1 (ยังไม่เข้าใจ):

"Inflation คือการที่ราคาสินค้าสูงขึ้น เกิดจาก monetary policy และ supply-demand..."

ใช้ศัพท์เทคนิคเยอะ ยังอธิบายไม่ได้จริง

ครั้งที่ 2 (เข้าใจมากขึ้น):

"Inflation คือเมื่อเงินซื้อของได้น้อยลง

สมมติปีที่แล้วข้าว 1 จาน = 50 บาท ปีนี้ข้าว 1 จาน = 55 บาท

เงิน 50 บาทเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง

สาเหตุหลักๆ ก็คือ

  1. เงินในระบบมากขึ้น (รัฐพิมพ์เงินมาก)
  2. ของมีน้อยลง (ผลิตไม่ทัน)
  3. คนอยากซื้อมากขึ้น"

อธิบายได้ด้วยภาษาง่ายๆ แล้ว

ทำไมเทคนิคนี้ได้ผล

1. บังคับให้ active learning

แทนที่จะอ่านผ่านๆ คุณต้อง process ข้อมูลจริงๆ เพื่อจะอธิบายได้

2. เผย blind spots

เมื่อต้องอธิบาย คุณก็จะเห็นว่าตรงไหนที่ยังไม่เข้าใจ

3. สร้าง connection

การหา analogy และตัวอย่างบังคับให้คุณเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว

4. จำได้นานขึ้น

เมื่อเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่อง ก็จะจำได้นานกว่ามาก

ประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง

เรียนรู้ทักษะใหม่ก็ลองอธิบายให้เพื่อนฟัง เตรียมสอบก็เขียนคำอธิบายของตัวเอง อยากเข้าใจงานก็ลองอธิบาย project ให้คนนอกทีมฟัง ตัดสินใจอะไรก็ลองอธิบายเหตุผลให้ตัวเอง (หรือคนอื่น) ฟังดู

บริบทไทย

ระบบการศึกษาไทยมักเน้น "ท่องจำ" มากกว่า "เข้าใจ" ใช่ไหม?

Feynman Technique สอนว่าท่องได้ไม่ได้แปลว่าเข้าใจนะ ถ้าอธิบายง่ายๆ ไม่ได้ก็คือยังไม่เข้าใจ การเรียนรู้จริงต้อง active ไม่ใช่ passive

เด็กไทยหลายคนท่องได้แต่อธิบายไม่ได้ ลองเปลี่ยนวิธีเรียนดูสิ

สรุป

  1. เลือกหัวข้อ อะไรที่อยากเข้าใจ
  2. อธิบายเหมือนสอนเด็ก ไม่ใช้ศัพท์เทคนิค
  3. หา Gap ตรงไหนที่ติดขัด
  4. กลับไปเรียนและทำซ้ำ

ถ้าอธิบายง่ายๆ ไม่ได้ คุณยังไม่เข้าใจ ถ้าอธิบายง่ายๆ ได้ คุณเข้าใจจริง

ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ท่องได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่อธิบายได้ง่ายแค่ไหนต่างหาก

บทความโดย Thai Idea Pot

ถ้าชอบบทความนี้ กด Subscribe เพื่อรับบทความใหม่ทุกสัปดาห์

แหล่งที่มา

  • 1